ดราม่ามั้ย! “ตำนานปืน” แนะ “โอซิล” จะเก่งกว่านี้ 10 เท่าถ้าทำได้แค่ครึ่งของ “อัลลี่”

ลี ดิ๊กซั่น อดีตกองหลังระดับตำนานของ อาร์เซน่อล ออกมาแสดงทรรศนะส่วนตัวว่ามีวิธีที่จะทำให้ เมซุต โอซิล ยกระดับฝีเท้าให้สูงส่งขึ้นได้อีก 10 เท่าอยู่

ซึ่งความเห็นของแบ็คขวาคงกระพันนั้นทำให้สาวกปืนใหญ่ต้องถึงกับอึ้ง เพราะเขาแนะนำให้ “เทพปรือ” พยายามทำอะไรบางอย่างตาม เดเล่ อัลลี่ กองกลางของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ คู่ปรับตลอดกาล

“เดเล่ อัลลี่ ได้เป็นตัวจริงในทีมชุดใหญ่ของ สเปอร์ส มานานแล้ว เพราะเขาทำบางอย่างได้ถูกต้อง” ดิ๊กซั่น กล่าวกับ ไอทีวี

“ตามข้อเท็จจริงก็คือ นับตั้งแต่เด็กคนนี้เริ่มได้ออกสตาร์ทถาวร ทีมก็สร้างขึ้นมาโดยมี อัลลี่ เป็นศูนย์กลาง อาจเพราะด้วยพรสวรรค์ที่ผมยอมรับว่าสูงจนไร้ขอบเขตของเจ้าตัวนั่นแหละ”

“ถ้า เมซุต โอซิล ทำได้สักครึ่งหนึ่งของ เดเล่ อัลลี่ นะ บอกเลยว่าจะเก่งขึ้นกว่านี้อีก 10 เท่าเลยทีเดียว และสิ่งนั้นที่ผมอยากบอกคือ การเล่นฟุตบอลให้เถื่อนขึ้น”

“เมซุต โอซิล ยังคงขาดบางอย่างที่จำเป็น ซึ่งสิ่งนั้นกลับมีอยู่ในตัวของ เดเล่ อัลลี่”

“คริส โคลแมน” : นักรบ “เวลส์” ผู้มี “ไอริช” ในหัวใจ

หากเอ่ยชื่อ ‘คริส โคลแมน’ เราย่อมนึกถึงกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติเวลส์ ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน วีรกรรมเมื่อครั้ง ยูโร 2016 ยังคง ‘ตราตรึง’ อยู่ในใจของประชาชน

แต่น้อยคนครับที่จะล่วงรู้ถึงหนึ่งในความลับที่ โคลแมน แทบไม่เคยบอกใคร คืนวันศุกร์นี้ โคลแมน มีคิวพา เวลส์ บุกออกเยือน ไอร์แลนด์ สำหรับเหล่านักเตะแล้วนัดนี้อาจเป็น “ดาร์บี้ แมตช์” บ้านพี่เรือนน้องทั่วๆไป แต่สำหรับ โคลแมน เชื่อไหมครับว่าแมตช์นี้มีความหมายมากกว่านั้น

เพราะเจ้าตัวจะต้องพบกับ “อีกหนึ่งเชื้อชาติ” ที่ตนเองนั้นมี! “มีน้อยคนนะที่จะรู้ แต่พ่อของผมนั้นเกิดที่ ดับลิน และ แน่นอน.. ในตอนเด็กผมเองก็เป็นชาวไอริชเต็มตัว” กุนซือคนเก่งท้าวความหลังถึงวัยเยาว์ “ชื่อสกุล โคลแมน ก็มีต้นกำเนิดมาจากภาษาไอริช ผมติดตามดู ไอร์แลนด์ มากกว่า เวลส์ เสียอีกในวัยเด็ก นอกจากนี้พ่อของแม่ผม (คุณตา) ยังเป็นคนอเมริกัน ดังนั้นผมจึงเคยมีโอกาสไปที่นั่นเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เกิดใน เวลส์ ทำให้แม้จะติดตาม “ยักษ์เขียว” มากกว่า แต่ความปรารถนาของ โคลแมน ก็คือการเล่นให้ เวลส์ มาโดยตลอด ครั้งหนึ่งช่วงยุค 90’s ตัวแทนจาก ไอร์แลนด์ เคยติดต่อมาหา แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็บอกปัดแบบไม่ใยดี

“ถึงพ่อจะเป็น ไอร์แลนด์ แต่พ่อของผมก็ผลักดันผมให้เล่นให้ เวลส์ มาตลอด ผมเล่นให้ทีมชาติเวลส์ชุดยู-15 ปี และผมก็เคยได้รับโทรศัพท์เชิญชวนให้เล่นให้ ไอร์แลนด์ แต่สำหรับผมนั้นมีแต่ เวลส์ เสมอมา”

เพื่อลูกแม่ทำได้ หญิงชราแบกลูกพิการขี่หลังนานนับ 30 ปี และขอทำต่อไปทั้งชีวิต

หญิงวัย 69 ปี แม้ร่างกายไม่แข็งแรง แต่ปฏิเสธความช่วยเหลือ ขออุ้มแบกลูกสาวพิการวัย 30 ปี ขึ้นขี่หลังด้วยตัวเอง ไปไหนพาไปด้วยทุกที่ไม่ยอมให้ห่างตั้งแต่ลูกอายุแค่ 3 ขวบ

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซนทรัล เผยภาพพร้อมเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยายของแม่ โดยเป็นภาพขณะที่ จูลีตา โลเรนโซ ในวัย 69 ปี ได้แบก มารี เจน ลูกสาวผู้พิการวัย 30 ปี ขึ้นขี่หลังไปรับเงินบำนาญที่ธนาคาร ซึ่งแม้ว่าเธอจะร่างกายไม่แข็งแรงนัก แต่หัวใจสุดแข็งแกร่งขอแบกลูกสาวไว้เอง แม้ว่าใครจะเข้าไปอาสาช่วยเหลือ แต่เธอก็ขอปฏิเสธ โดยบอกว่า ลูกสาวไว้ใจเธอคนเดียว ทำเอาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันซาบซึ้งและประทับใจไปตามกัน
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองโรซัส ประเทศฟิลิปปินส์ โดยภาพดังกล่าวถูกถ่ายไว้ได้โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก Gilbred Cargason Alsagon Jr. พร้อมทั้งระบุข้อมูลว่า จูลีตาและมารีลูกสาว จะพากันมาที่ธนาคารแห่งนี้ทุก ๆ เดือน เพื่อที่จะมารับเงินบำนาญผู้สูงอายุประมาณ 1,400 บาท ซึ่งสำหรับคนทั่วไปอาจจะดูน้อยนิด แต่สำหรับสองแม่ลูกคู่นี้ เงินจำนวนดังกล่าวช่วยให้พวกเขาได้มีอาหารเลี้ยงชีพ

ทั้งนี้มาเริ่มเป็นอัมพาตตั้งแต่อายุได้แค่ 3 ขวบ เธอไม่สามารถพูดหรือกินอาหารได้เอง ทำให้จูลีตา ผู้เป็นแม่ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด นอกจากนี้ จูลีตายังกลัวว่าหากลูกสาวอยู่นอกสายตา อาจจะถูกกระทำมิดีมิร้ายกรือเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เธอต้องแบกเธอไปไหนมาไหนด้วยทุกที่ มานานตลอดเกือบ 30 ปี

ความยากลำบากของสองแม่ลูกคู่นี้ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เนื่องจากจูลีตาและมารีอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ในชนบท การที่ทั้งสองจะเข้ามาในเมืองได้นั้น จูลีตาจะต้องแบกร่างของลูกสาวฝ่าป่าดงต้นไม้ เพื่อออกมาจากบ้านที่ทั้งคู่อาศัยอยู่มานานกว่า 25 ปีด้วยกัน

ภายหลังจากภาพและเรื่องราวของสองแม่ลูกคู่นี้ถูกนำไปโพสต์และเผยแพร่ ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างพากันประทับใจในความรักที่แสนบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ของแม่ที่มีต่อลูก โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าไปกดถูกใจ-ซึ้งใจมากกว่า 5 หมื่น และแชร์ต่อกันมากกว่า 3.7 หมื่นครั้ง

แอพแรกที่คุณเลือก ช็อก พ่อใจยักษ์ ราดน้ำมัน-จุดไฟเผาลูกสาววัย 3 ขวบ อ้างทำเพราะเธอสวยเกินไป

พ่อใจยักษ์ จับลูกสาววัย 3 ขวบ ราดน้ำมันและจุดไฟเผา ซ้ำยังเตรียมก่อเหตุกับลูกสาวอีกคน อ้างทำเพราะลูกตัวเองนั้นสวยเกินไป

วันที่ 20 มีนาคม 2560 เว็บไซต์เมโทร รายงานข่าวชวนช็อก เมื่อพ่อใจโหดรายหนึ่ง ราดน้ำมันและเผาลูกสาววัยแค่ 3 ขวบ พร้อมยังแก้ตัว อ้างที่ทำเพราะลูกสาวของเขาสวยเกินไป

คดีนี้เกิดขึ้นที่เมืองเพิร์ท ของออสเตรเลีย โดยในวันที่เกิดเหตุ เอ็ดเวิร์ด เฮอร์เบิร์ท วัย 43 ปี มีอาการเมาสุราและกัญชาอย่างหนัก ก่อนพูดจาข่มขู่ภรรยา รวมถึงยังขู่ฆ่าลูกสาวตนเอง ซึ่งต่อมาเขาได้ไปหยิบน้ำมันนำไปราดตัวลูกสาวคนเล็กวัย 3 ขวบ ที่อยู่ในห้อง แล้วลงมือเผา นอกจากนี้ยังราดน้ำมันใส่ลูกสาววัย 7 ขวบ อีกคนด้วย

จากนั้นไม่นาน เพื่อนบ้านของเขาก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ ก่อนจะพบว่า เอ็ดเวิร์ด ยืนดื่มเบียร์อยู่ในห้องครัว และเมื่อสอบถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้ พ่อใจโหด กลับตอบมาว่า เด็กเหล่านี้คือลูกของเขา ดังนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ ทั้งยังอ้างหน้าตาเฉยว่า เหตุที่ต้องเผาลูกสาววัย 3 ขวบ เพราะเธอนั้นสวยเกินไป
สำหรับเด็กหญิงที่ถูกไฟเผานั้น พบว่าบริเวณใบหน้าและลำตัวของเธอเต็มไปด้วยบาดแผล ทำให้จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาและศัลยกรรมเลเซอร์ เพื่อรักษาแผลเป็นให้หายกลับมาเป็นปกติ

หลังถูกจับกุม เอ็ดเวิร์ด ก็ถูกตั้งหลายข้อหาหนัก ไม่ว่าจะเป็นเจตนาฆ่า, ขู่ฆ่า และเจตนาใช้อาวุธมีดโดยมีเจตนาทำร้าย ซึ่งภายหลังเจ้าตัวเผยว่า เขาไม่สมควรมีความผิด เพราะตอนนั้นเขาบ้าไปชั่วขณะ ซึ่งคดีนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนอยู่ในปัจจุบัน